ความสำคัญของการสื่อสารด้วยการพูด

ความสำคัญของการสื่อสารด้วยการพูด

 การพูดมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เป็นอันมากไม่ว่าจะอยู่ที่ใดประกอบกับกิจการงานใดหรือ
คบหา สมาคมกับผู้ใด ผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจการงาน การคบหาสมาคมกับผู้อื่นตลอดจน
การทำประโยชน์แก่สังคม ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพในการพูดทั้งสิ้น
 การพูดมีความสำคัญต่อตนเอง เพราะถ้าผู้พูดมีศิลปะในการพูดก็จะเป็นคุณแก่ตนเอง 
ส่วนในด้านสังคมนั้น เนื่องจากเราต้องคบหาสมาคมและพึ่งพาอาศัยกัน การที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมี
ความสุขนั้นจำเป็นต้องเป็นคนที่ “พูดดี” คือพูดไพเราะ น่าฟัง และพูดถูกต้องด้วย

มารยาทในการพูด

 การพูดของคนเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหลักเกณฑ์ รู้จักกาลเวลา และที่สำคัญต้องคำนึงถึง
มารยาทที่ดีในการพูดด้วย มารยาทในการพูดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. มารยาทในการพูดระหว่างบุคคล
2. มารยาทในการพูดในที่สาธารณะ

มารยาทในการพูดระหว่างบุคคล มีดังนี้

1. เรื่องที่พูดควรเป็นเรื่องที่ทั้ง 2 ฝ่าย มีความสนใจและพอใจร่วมกัน
2. ไม่พูดเรื่องของตนเองมากจนเกินไป ควรฟังในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งพูด ไม่สอดแทรกเมื่อเขาพูดยังไม่จบ
3. พูดตรงประเด็น อาจออกนอกเรื่องบ้างพอผ่อนคลายอารมณ์
4. เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่บังคับให้ผู้อื่นเชื่อหรือคิดเหมือนตน
ฯลฯ

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

จุดมุ่งหมายของการอ่าน

 

จุดมุ่งหมายของการอ่าน

การสื่อสารด้วยการอ่านหนังสือทุกครั้ง ผู้อ่านจะต้องมีการตั้งจุดประสงค์การอ่านเสมอ จุดประสงค์ของการอ่านแต่ละครั้ง
อาจจะเหมือนหรือต่างกันก็ได้ 
จุดประสงค์โดยทั่วไปของการอ่านได้แก่
1. การอ่านเพื่อจับใจความ เป็นการสรุปสาระสำคัญของเรื่อง ทำให้เข้าใจเรื่องได้ครบถ้วนตรงตามที่ผู้เขียนต้องการ
อย่างรวดเร็ว การฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ ผู้อ่านจะต้องเข้าใจความหมายของคำและสำนวนในเรื่อง สามารถลำดับเหตุการณ์ 
และลำดับความคิดแยกได้ว่า ใจความใดเป็นความสำคัญและใจความใดเป็นใจความรอง

2. การอ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ นับเป็นการสร้างนิสัยรักการอ่านที่พึงปฏิบัติและมีประโยชน์อย่างยิ่งแต่การที่จะเพิ่มคุณค่าและประโยชน์ให้กับ การอ่านนั้น ผู้อ่านควรจดบันทึกสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน และสามารถแนะนำหนังสือที่น่าอ่านแก่ผู้อื่นได้ด้วย

3. การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ คือ รู้จักใคร่ครวญ พิจารณาเรื่องที่อ่านอย่างละเอียด ลึกซึ้งในด้านต่างๆเป็นการอ่าน ที่ต้องอาศัย ความสามารถในการคิดพิจารณาหาเหตุผลมาประกอบ ซึ่งนับว่าเป็นทักษะด้านการอ่านขั้นสูง จึงควรฝึกฝนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ใน
ชีวิตประจำวันได้ การอ่านอย่างมีวิจารณาญาณจะสามารถบอกจุดประสงค์ของผู้เขียนได้ บอกความหมายของคำและสำนวน ในเรื่อง ที่อ่านได้ วิเคราะห์ส่วนต่าง ๆ ของเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง ชัดเจน อธิบายกลวิธีการเขียนได้ และบอกคุณค่าของเรื่องที่อ่านได้

ประโยชน์ของการอ่าน

 การสื่อสารปัจจุบันยังต้องอาศัยการอ่านเป็นหลักสำคัญในการติดต่อสื่อความหมาย ด้วยเหตุนี้การอ่านจึงมีประโยชน์ต่อมนุษย์
เราเป็นอย่างมาก ประโยชน์ของการอ่านได้แก่
  ได้ความรู้ เพราะการอ่านทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้เพิ่มขึ้น ให้เกร็ดความรู้หรือความเคลื่อนไหว ความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ 
ทางวิชาการ หรือสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการปกครอง
 ได้ความบันเทิง เพราะการอ่านทำให้ผู้อ่านเกิดความพอใจ ความเพลิดเพลิน และมีความสุขใจ อันเกิดจากเนื้อเรื่องหรือ
ความไพเราะของถ้อยคำที่ได้อ่าน
 ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เพราะการใช้เวลาว่างด้วยการอ่านเป็นการสร้างนิสัยรักการอ่านที่ควรปฏิบัติ และมี
ประโยชน์อย่างยิ่งแต่การที่จะเพิ่มคุณค่าและประโยชน์ให้กับการอ่านนั้น ผู้อ่านควรรู้จักวิธีการจดบันทึกสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน
และสามารถแนะนำหนังสือที่น่าอ่านแก่ผู้อื่นได้ การอ่านยังมีประโยชน์ด้านอื่นอีกมาก ทั้งนี้ประโยชน์จะได้มากน้อยเพียงใด
ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้อ่านด้วย
 
พี่พูดพูดเขาขาดแล้วหวาดจิต พี่ขาดมิตรมาไกลถึงไพรสัณฑ
นึกเฉลียวเสียวทรวงถึงดวงจันทร์ จะขาดกันเสียเหมือนเขาพี่เศร้าใจ
แล้วย่องเหยียบเลียบเนินลงเดินล่าง ตามแนวทางห่มวาพฤกษาไสว
เห็นพุ่มพวงบุปผายิ่งอาลัย สลดใจขุกคิดถึงคู่เคียง
ไม้แก้วกางกิ่งพิงกับกิ่งเกด ฝูงในเรศขันขานประสานเสียง
น้ำตาคลอท้ออกเห็นนกเรียง เหมือนเรียมเคียงร่วมคู่เมื่ออยู่เรือน
ระกำป่ากาหลงกะลิงจับ ระกำกับเราระกำก็จำเหมือน
เห็นไม้จันทน์พี่ยิ่งฟั่นอารมณ์เฟือน เหมือนจันทน์เตือนใจตัวให้ตรอมใจ
โอ้นามไม้หรือมาต้องกับน้องพี่ ขณะนี้นึกน่าน้ำตาไหล
เจ้าอยู่เรือนชื่อเชือนมาอยู่ไพร เหมือนเตือนใจให้พี่ทุกข์ทุกย่างเดิน
   (ตัดตอนมาจาก นิราศพระบาทของสุนทรภู่)

วิธีการอ่านที่มีประสิทธิภาพ

 การอ่านที่มีประสิทธิภาพสามารถทำได้หลายวิธี ในที่นี้ขอเสนอวิธีการอ่านโดยกำหนดแผนภูมิโครงเรื่องจากสิ่งที่ได้อ่านดังต่อไปนี้

ตัวอย่างเรื่องที่อ่าน กระต่ายกับเต่า

 บ่ายวันหนึ่งเต่าค่อย ๆ คลานไปตามทางอย่างเชื่องช้า กระต่ายวิ่งสวนทางมามองดูแล้วหัวเราะขบขันกระต่ายจึงร้องทักว่า “หาอะไรอยู่ ของตกหายหรือจะไปธุระ” เต่าโกรธ กระต่ายจึงเยาะเย้ยต่อไปว่า “เดินอย่างนี้จะไปหาพบหรือ”เต่าจึงร้องท้าไปว่า “มาวิ่งแข่งกันเอาไหม” กระต่ายดีใจ และรับคำท้า กระต่ายจึงไปชวนสุนัขจิ้งจอกมาเป็นผู้ตัดสินพอได้ยินสัญญาณกระต่ายจึงออก วิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เต่าค่อย ๆ คลานไปด้วยความตั้งใจกระต่ายวิ่งไปได้สักครู่ เห็นหญ้าขนขึ้นงามดี วิ่งมาไกลแล้ว
 จึงกินหญ้า และนอนหลับฝันไป เต่าเดินไป คิดไปว่า เราคงแพ้แน่ ๆ แต่ยังคงเดินต่อไปอย่างไม่ท้อถอย เต่าเดินผ่านทุ่งหญ้าสวยงาม
กระต่ายตื่นขึ้นมา และนึกขึ้นได้ว่า กำลังแข่งขัน จึงรีบวิ่งไปยังหลักชัย แต่พบเต่ากับสุนัขจิ้งจอกรออยู่ก่อนแล้ว
 เมื่ออ่านเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” จบแล้วขอให้ร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องที่ได้อ่าน โดยใช้คำนำหน้าคำถาม ได้แก่ 
ใคร ทำอะไร ทำไม เมื่อไร ที่ไหน และ “อย่างไร” ตามหลังคำถาม คำทั้ง 6 ที่มีอยู่ในคำถามเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเร้าให้อยากรู้
ความเป็นไปตามลำดับ จะช่วยเพิ่มพูนให้อยากรู้มากขึ้น ๆ และจะได้คำตอบซึ่งพอสรุปสาระได้ 2 ประการ คือ

1. ความคิดหลัก คือ เต่าชนะกระต่าย
2. ความคิดรอง คือ

กระต่าย : วิ่งเร็ว หยุดกินหญ้า หลับไป มาถึงช้า เต่า : คลานช้า คลานไป ไม่หยุด มาถึงก่อน

จากตัวอย่างดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้อ่านรู้จักและเข้าถึงรูปแบบการเรียบเรียง ความคิดหลัก ความคิดรอง ความคิด
รายละเอียด และความสัมพันธ์ระหว่างความคิดแต่ละชนิดของผู้เขียนเป็นอย่างดี จึงรับรู้จดจำเรื่องราวอย่างไม่ลืมเลือน

 เมื่ออ่านจบแล้ว จะพบว่าการสื่อสารด้วยการอ่านเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิต การอ่านจะได้รับ
ประโยชน์อย่างแท้จริง จำเป็นจะต้องรู้ถึงจุดมุ่งหมายของการอ่าน สามารถแยกประเภทของสารที่อ่านได้ อ่านแล้วนำมาคิดพิจารณา
จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ครบถ้วน รู้จักเลือกสรรเนื้อหาเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด การอ่านลักษณะ
ดังกล่าวนี้เรียกว่า อ่านเป็น เมื่อผู้เรียนเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “อ่านเป็น” และเห็นคุณค่า ของสิ่งที่อ่าน ก็จะสามารถสื่อภาษากับผู้อื่น
ได้ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ประเภทของการอ่าน

 

ประเภทของการอ่าน

การอ่าน เป็นวิธีสื่อสารที่เป็นได้ทั้งการส่งสารและการรับสาร การอ่านแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. การอ่านออกเสียง

วิธีอ่านออกเสียงประกอบด้วย

1. อ่านออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน
2. อ่านเสียงดัง ฟังได้ทั่วถึง
3. อ่านให้เป็นเสียงพูดธรรมชาติ
4. รู้จักทอดจังหวะและลมหายใจ

 ฯลฯ
 การอ่านออกเสียงเป็นได้ทั้งการรับสารและการส่งสาร ส่วนการอ่านในใจจะเป็นได้เฉพาะการรับสารเพียงทางเดียวเท่านั้น
 การอ่านออกเสียง หมายถึงการอ่านที่ผู้อื่นสามารถได้ยินเสียง การอ่านออกเสียงมักไม่นิยมอ่านเพื่อการรับสารโดยตรง
เพียงคนเดียว เว้นแต่การอ่านบทประพันธ์เป็นท่วงทำนองเพื่อความไพเราะเพลิดเพลิน ส่วนใหญ่การอ่านออกเสียงมักเป็นการ
อ่านให้ผู้อื่นฟัง
 การอ่านออกเสียงให้ผู้อื่นฟัง จะต้องอ่านให้ชัดเจน ถูกต้องได้ข้อความครบถ้วนสมบูรณ์ มีลีลาการอ่านที่น่าสนใจและน่าติดตามฟังจนจบ

2. การอ่านในใจ

วิธีอ่านในใจประกอบด้วย

1. ตั้งสมาธิให้แน่วแน่
2. กะช่วงสายตาให้ยาว
3. ไม่อ่านย้อนไปย้อนมา
4. ไม่ออกเสียงเวลาอ่าน

 ฯลฯ การอ่านออกเสียงโดยทั่วไปนั้น มีทั้งการอ่านร้อยแก้วและร้อยกรอง การอ่านแต่ละชนิดมีข้อควรปฏิบัติแตกต่างกัน

การอ่านออกเสียงร้อยแก้ว ควรปฏิบัติดังนี้

1. ออกเสียงให้ดังชัดเจนถูกต้อง เพราะถ้าออกเสียงผิดจะทำให้ความหมายผิดไปด้วย
2. อ่านเว้นวรรคตอนให้กว้าง ๆ อย่าแบ่งช่วงสั้นเกินไป จะทำให้เสียจังหวะการอ่าน
3. อ่านให้ถูกต้องตามหลักภาษา เช่น การอ่านอักษรนำและคำสมาส เป็นต้น
4. อ่านให้มีเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ หลายระดับ เหมือนพูดคุยตามปกติ
5. ไม่อ่านช้าจนน่ารำคาญหรืออ่านเร็วจนลิ้นรัวไม่ชัดเจน

การอ่านออกเสียงร้อยกรอง หรือการอ่านทำนองเสนาะ เป็นการอ่านที่ทำให้เสียงเสนาะหู น่าฟัง มีทำนองลีลา
มีการใช้เสียงและมีจังหวะแตกต่างกันไปตามชนิดของบทร้อยกรอง มีข้อควรปฏิบัติดังนี้

1. นำบทร้อยกรองที่จะต้องอ่านทำนองเสนาะมาศึกษาเสียก่อนว่าเป็นบทร้อยกรองประเภทใด
2. ศึกษาลักษณะบังคับของบทร้อยกรองประเภทนั้น ๆ เพื่อจับจังหวะสัมผัสและศึกษาลีลาการอ่าน
3. ฝึกอ่านออกเสียงธรรมดาก่อน แล้วจึงหัดจับจังหวะ จับสัมผัสและออกเสียง
4. ก่อนอ่านทำนองเสนาะ ควรฟังตัวอย่างการอ่านหลาย ๆ ครั้ง แล้วหัดออกเสียงตาม
5. ใช้เสียงให้เหมาะกับบรรยากาศของข้อความที่อ่าน เช่น รัก โศก ปลุกใจ
6. เมื่ออ่านทำนองเสนาะได้แล้ว ควรฝึกซ้อมอยู่เสมอเพื่อให้คล่องและ

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ความสำคัญของการอ่าน

ความสำคัญของการอ่าน

การอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารอย่างหนึ่ง กล่าวคือเป็นการรับรู้เรื่องราวโดยใช้สายตามองดูตัวอักษร แล้วสมองก็จะลำดับ
เป็นถ้อยคำ ประโยค และข้อความต่าง ๆ เกิดเป็นเรื่องราวตามความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านแต่ละคน การอ่านช่วยให้
เราสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ความก้าวหน้า และความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายได้ทันต่อเหตุการณ์ ฉะนั้นการอ่านจึงเป็น
ความจำเป็นต่อชีวิต ของทุกคนในปัจจุบัน
 การอ่านมีความสำคัญต่อตนเอง เพราะการอ่านทำให้เราได้รับความรู้ความเพลิดเพลินมีความคิดทันโลก ทันเหตุการณ์ 
และเข้าสังคมได้ดี
 การอ่านมีความสำคัญต่อสังคม เพราะคนในสังคมจำนวนมากจะได้รับความรู้ ความเพลิดเพลิน และความจรรโลงใจจาก
การอ่าน ฉะนั้น สารที่อ่านในโอกาสสำคัญต่าง ๆ จะผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนไม่ได้ เพราะมักมีผู้นำไปอ้างอิงหรือเผยแพร่เป็น
ลายลักษณ์อักษรอยู่เสมอ หากผิดพลาดก็จะเป็นผลเสียหายได้ นอกจากนี้เมื่อเราจะอ่านให้ผู้อื่นฟังเราก็ควรอ่านให้น่าฟังคือ

1. อ่านให้ผู้ฟังได้รับสารจากบทที่อ่านนั้นครบถ้วนทั้งสารที่สำคัญที่สุดและสารที่สำคัญรอง ๆ ลงไป

2. อ่านให้ผู้ฟังสนใจฟังอยู่ตลอดเวลา

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

จุดมุ่งหมายของการฟัง

จุดมุ่งหมายของการฟัง

 การฟังจะประสบผลสำเร็จได้ ต้องมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนชัดเจน จุดมุ่งหมายการฟังแต่ละครั้งจะแตกต่างกัน

การฟังเพื่อจับใจความสำคัญ

 ใจความสำคัญมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่าประเด็นสำคัญของเนื้อเรื่อง ข้อใหญ่ใจความ แก่นสาร สาระสำคัญ ความคิดหลัก และมีลักษณะเป็นข้อความโดยสรุปที่เป็นแก่นแท้ของสารหรือความคิดที่เป็น
หลักสำคัญของสารนั้น ๆ

การฟังเพื่อความรู้

 การฟังเพื่อความรู้ ได้แก่การฟังเรื่องราวที่เป็นวิชาการ ข่าวสาร และข้อแนะนำต่าง ๆ การฟังเพื่อ
ความรู้จำเป็นต้องฟังให้เข้าใจและจดสาระสำคัญได้ ฉะนั้นจึงต้องฟังโดยตั้งใจฟัง โดยมีสมาธิ 
จึงจะบรรลุจุดมุ่งหมายในการฟัง ความรู้ที่ได้รับในการฟังแต่ละครั้ง ต้องอาศัยความรู้เดิมหรือ
ประสบการณ์เดิมด้วย จึงจะทำให้เข้าใจเรื่องนั้น ๆ ดีขึ้น และต้องแยกให้ได้ว่าตอนใดเป็นความรู้สึกนึกคิด 
ตอนใดเป็นข้อเท็จจริง หรือตอนใดเป็นความคิดเห็นของผู้พูด

การฟังเพื่อความบันเทิง

 การฟังเพื่อความบันเทิง คือการฟังเรื่องราวที่สนุกสนานเพลิดเพลิน ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียด 
ช่วยให้จิตใจเบิกบานแจ่มใส ลืมความกังวลต่าง ๆ ได้
 การฟังเพื่อความบันเทิง ผู้ฟังอาจเกิดอารมณ์และความรู้สึกเพลิดเพลินเมื่อได้ฟังเสียง อาจเป็นเสียง
มนุษย์ เสียงดนตรี เสียงธรรมชาติ หรือการได้ฟังเรื่องราวที่พอใจ การฟังเสียงอ่านหนังสือนิยาย 
อ่านทำนองเสนาะ เป็นต้น

การฟังเพื่อแสดงความคิดเห็น

 การฟังเพื่อแสดงความคิดเห็น ทุกคนมีอิสระในการคิด หากความคิดนั้นได้ผ่านการไตร่ตรองตามขั้นตอน
ที่เหมาะสมแล้วก็ควรเป็นที่พอใจ การแสดงความคิดเห็นเป็นกระบวนการ เกี่ยวข้องกับการประเมินคุณค่าของสาร 
โดยปรกติแล้วมนุษย์ย่อมมีความคิดอยู่ตลอดเวลา แล้วถ่ายทอดความคิดนั้นเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียนตาม
กาลเทศะอันควรที่ตนพอใจหรือเหมาะสม ฉะนั้นการฟังเพื่อแสดงความคิดเห็นจึงเป็นการฟัง
 เพื่อแสวงหาเหตุผลและข้อเท็จจริง
การฟังเพื่อการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ คือ การแยกแยะส่วนต่าง ๆ ของสารออกมาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน นับว่าเป็นกิจกรรม
ที่สำคัญมากเพราะผลของการวิเคราะห์ เราจะนำไปวินิจ วิจารณ์และวิพากษ์ในลำดับต่อไป

ประโยชน์ของการฟังเพื่อการวิเคราะห์

 การฟังเพื่อการวิเคราะห์ มีประโยชน์ต่อผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลของการวิเคราะห์เราจะนำไปวินิจ วิจารณ์ 
และวิเคราะห์ในโอกาสต่อไป การวิเคราะห์ทำให้ผู้ฟังต้องใช้วิจารณญาณ และแยกแยะส่วนต่าง ๆ ของสารออก
พิจารณาอย่างละเอียด

ประเภทของสาร

ในการแบ่งประเภทของสารโดยยึดเนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญนั้น สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท ได้แก่

1. สารที่ฟังแล้วให้ความรู้
2. สารที่ฟังแล้วเกิดการโน้มน้าวใจ
3. สารที่ฟังแล้วเกิดการจรรโลงใจ

	     การฟังอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์นั้น ผู้ฟังต้องตั้งจุดมุ่งหมายของการฟังแต่ละครั้งให้ชัดเจนเช่นจะฟังเพื่อ
ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว หรือฟังแล้วได้ความรู้ แนวคิดไปด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและจุดมุ่งหมาย
ของผู้ฟังนั่นเอง 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ความสำคัญของการฟัง

จากแผนภูมิจะเห็นว่าการสื่อสารในชีวิตประจำวันของคนเราใช้การฟังมากกว่าทักษะอย่างอื่น การฟังเป็นความสามารถในการรับรู้สิ่งที่ได้ยินแล้ว สามารถตีความหรือจับใจความสิ่งที่รับรู้นั้นสามารถเข้าใจและจดจำไว้ได้ ซึ่งเป็นความสามารถทางสติปัญญาที่ต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อย ๆ ผู้ที่ผ่านการฝึกทักษะการฟัง จะมีทักษะสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้ฝึกและทักษะการฟังจะเพิ่มพูนขึ้นโดยการฝึก ซึ่งจะต้องทำเป็นเวลานาน อาจกล่าวได้ว่าต้องฝึกตลอดชีวิต

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ภาษาที่ใช้เพื่อการสื่อสาร

ภาษาที่ใช้เพื่อการสื่อสาร

ภาษาที่ใช้เพื่อการสื่อสาร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ภาษาถ้อยคำ หรือวัจนภาษา เป็นภาษาที่สื่อความหมายโดยตรง ได้แก่ คำพูดหรือตัวหนังสือ สัญลักษณ์ที่เขียนแทนคำพูด

2. ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำ หรืออวัจนภาษา เป็นภาษาที่ไม่ได้สื่อความหมายโดยตรงแต่ช่วยให้ภาษาถ้อยคำชัดเจนยิ่งขึ้น มนุษย์ใช้ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำที่สำคัญ ๆ ได้แก่ การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง การเคลื่อนไหว การใช้สายตา การใช้น้ำเสียง การใช้มือ การแต่งกาย หรือการใช้วัตถุอื่น ๆ ประกอบในการสื่อสาร การสื่อสารด้วยวิธีนี้บางครั้งสะดวกรวดเร็วกว่าใช้ภาษาถ้อยคำ

สมัยโบราณการติดต่อสื่อสารนิยมใช้วาจา เสียง หรือสัญลักษณ์ในการติดต่อ เช่น ควันไฟ เครื่องหมายต่าง ๆ ต่อมาเมื่อมนุษย์เจริญขึ้น การติดต่อกันจึงขยายกว้างออกไป มีการปรับปรุงวิธีการติดต่อสื่อสารให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและชัดเจนขึ้น ปัจจุบันความหมายของการสื่อสารจึงครอบคลุมไปถึงการแสดง การจัดนิทรรศการ ละคร ดนตรี ภาพยนตร์ ภาพนิ่ง การเขียนหนังสือทุกประเภท การกระจายเสียงทางวิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ เป็นต้น

ศึกษามาถึงตอนนี้คงจะบอกได้ว่าวัจนภาษาและอวัจนภาษาแตกต่างกันอย่างไร และอะไรบ้างที่เรียกว่าวัจนภาษาหรืออวัจนภาษา

ทักษะที่สำคัญของการสื่อสาร

 ทักษะทางภาษาที่ใช้เพื่อการสื่อสารปัจจุบันมี 4 ประการ คือ ทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน ถ้าขาดทักษะอย่างใด
อย่างหนึ่งการสื่อสารจะไม่สมบูรณ์ หรืออาจไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
 หลังจากได้ศึกษามาถึงตอนนี้ จะเห็นว่าการสื่อสารที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ต้องมีความรู้
พื้นฐานเกี่ยวกับวิธีการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ภาษาที่ใช้เพื่อการสื่อสารเข้าใจถึงองค์ประกอบที่จำเป็นและสามารถบอกได้ว่า
การสื่อสารโดยทั่วไปหากจะให้ได้ผลสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ควรมีทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน ถ้ามีความเข้าใจด้านภาษา
เป็นเบื้องต้นแล้วก็จะช่วยให้สื่อสารได้ฉับไว และมีประสิทธิภาพในที่สุด
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น